ปี พ.ศ.2444 การศึกษาภาษาจีนในเมืองเชียงใหม่เกิดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ
ปี พ.ศ.2460 กลุ่มบุคคล สำคัญคือนายแต้ตี่หย่ง นายฉั่วสุ้นฮี้ นายเหลี่ยวอุ่ย และนายเอ็งเอียวฮก ได้ร่วมกับชาวจีนในเมืองเชียงใหม่ ก่อตั้ง "โรงเรียนฮั่วเอ็ง" ขึ้นอย่างเป็นทางการ เปิดสอนเป็นภาษาจีนแต่จิ๋ว มีการซื้อที่ดินบนถนนช้างคลานเนื้อที่ 4 ไร่เศษ ใช้เป็นที่ตั้ง โรงเรียน และได้จัดซื้อที่ดินด้านหลังโรงเรียนเพิ่มอีกสองแปลง มีเนื้อที่รวม 2 ไร่ 109 ตารางวา
ปี พ.ศ.2470 ผู้นำของโรงเรียนฮั่วเอ็ง โดยการนำของ นายตั้งง่วนชุน ได้ก่อตั้ง "โรงเรียนฮั่วเคี้ยว" เพื่อสอนเป็นภาษาจีนกลาง ขึ้นบนที่ดินที่จัดซื้อไว้บนถนนลอยเคราะห์ ซึ่งต่อมาได้มอบให้มูลนิธิ เชียงใหม่สามัคคีการกุศล โรงเรียนจีนทั้งสอง มีความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลา 20 ปี ได้จัดซื้อที่ดินมากกว่า 136 ไร่ ในอำเภอสารภี และอำเภอหางดง เพื่อทำนานำข้าวไปขาย เอาราย กำไรมาใช้เป็นทุนสนับสนุนโรงเรียนจีนทั้งสองแห่ง
ปี พ.ศ.2484 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสั่งปิดโรงเรียนจีนทั่วประเทศ โรงเรียนจีนทั้งสองแห่งจึงถูกปิดลง เมื่อสงครามยุติแล้ว จึงมีการขออนุญาตจัดตั้งโรงเรียน จีนขึ้นอีกครั้ง
ปี พ.ศ.2488 กลุ่มผู้นำโรงเรียนฮั่วเอ็งและโรงเรียนฮั่วเคี้ยว และชาวจีนที่ยังคงยืนหยัดสืบทอดเจตนารมย์เดิม ได้ร่วมกันตั้ง "โรงเรียนสหฮั่วเอ็ง-ฮั่วเคี้ยว" ทำการเปิดสอนอย่างไม่เป็นทางการบนที่ดินโรงเรียนฮั่วเอ็งเดิม
ปี พ.ศ.2489 ได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลให้จัดตั้ง “โรงเรียนชิงหัว" อย่างเป็นทางการ แต่สามารถเปิดสอนได้เพียงระยะหนึ่งท่านั้น ได้ถูกรัฐบาลสั่งปิดและถอนใบอนุญาตอีกครั้ง ด้วยข้อหาทำผิดระเบียบการเรี่ยไรเงินในปลาย ปี 2489
ปี พ.ศ.2491 นอกจากนี้ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติแล้ว มีกลุ่มชาวจีนรุ่นใหม่อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มผู้บริหารโรงเรียนฮั่วเอ็ง-ฮั่วเคี้ยว ได้เปิดสอนภาษาจีน จนเป็นที่นิยม และ ได้รับใบอนุญาตจัดตั้ง "โรงเรียนซินเชิง" เปิดสอนระดับประถมศึกษา มีนายหุ่งเจียว แซ่จิว เป็นผู้รับใบอนุญาต โดยเช่าที่ดินด้านหลังที่ทำการเทศบาลนคร เชียงใหม่ เป็นที่ตั้งโรงเรียน
ปี พ.ศ.2492 เมื่อถูกถอนใบอนุญาต กลุ่มผู้นำของโรงเรียน ที่ยังคงมุ่งมั่นที่จะเปิดโรงเรียนจีนต่อไปโดย นายเป็กสิ่ว แซ่ลิ้ม ได้ยื่นขออนุญาตจัดตั้งโรงเรียนจีนใหม่อีกครั้ง และได้รับใบอนุญาตจัดตั้ง "โรงเรียนช่องฟ้า" เปิดสอนในระดับประถมศึกษา เริ่มแรกใช้ที่ดินโรงเรียนฮั่วเคี้ยวต่อมาได้ย้ายมาใช้ที่ดินที่เคยเป็นที่ตั้งโรงเรียนฮั่วเอ็ง และโรงเรียนชิงหัว สืบต่อมาได้อีกครั้งหนึ่ง
ปี พ.ศ.2503 ได้รับใอนุญาตบจัดตั้ง "โรงเรียนศักดาวิทยา" เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยการนำของ นายริ้ว ศักดาทร ได้ใช้ที่ดินหลังโรงเรียนช่องฟ้า ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อเป็น ”โรงเรียนวาณิชบำรุงวิทยา"
ปี พ.ศ.2515 นายณรงค์ ศักดาทร ผู้ได้รับใบอนุญาตโรงเรียนช่องฟ้า และโรงเรียนวาณิชบำรุงวิทยา ร่วมกับคณะกรรมการบริหารโรงเรียน มีมติเอกฉันท์ ให้ดำเนินการขอจดทะเบียน จัดตั้ง "มูลนิธิช่องฟ้าวาณิชบำรุงวิทยา" เพื่อรวบรวมที่ดินทุกแปลงให้โอนมาเป็นชื่อมูลนิธิ โดยได้รับใบอนุญาตจดทะเบียนจัดตั้ง วันที่ 21 มีนาคม 2517
ปี พ.ศ.2523 มีการเปลี่ยนชื่อเป็น "มูลนิธิช่องฟ้าซินเชิงวาณิชบำรุงวิทยา" โดยรวมกิจการโรงเรียนซินเชิงมาอยู่ภายใต้การบริหารของมูลนิธิฯ
ปี พ.ศ.2525 คณะกรรมการมูลนิธิฯ ได้ตัดสินใจย้ายที่ตั้งโรงเรียนทั้งสามไปอยู่ในที่ดิน ที่บรรพชนได้ซื้อไว้ทำนาในอำเภอสารภี เพื่อนำที่ดินที่ตั้งโรงเรียนช่องฟ้าและวาณิชบำรุงวิทยา ให้นักลงทุนเช่าระยะยาวไปประกอบกิจการศูนย์การค้าไนท์บาซาร์
ปี พ.ศ.2528 คณะกรรมการมูลนิธิฯ ต้องขอจดทะเบียนเลิกกิจการโรงเรียนวาณิชบำรุงวิทยา เพราะปัญหาขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง
ปี พ.ศ.2532 ได้รวมโรงเรียนช่องฟ้า และ โรงเรียนซินะเซิงให้เป็นหนึ่งเดียว โดยนำนักเรียนและคณะผู้บริหารครูบุคลากร มารวมไว้เป็นโรงเรียนเดียวกันและขอเปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนสหศึกษา" เปิดสอนในระดับประถมศึกษา เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายและการขาดทุน
ปี พ.ศ.2538 ได้รับอนุญาตให้ขยายการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ปี พ.ศ.2545 ได้รับอนุญาตให้ขยายการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
ปี พ.ศ.2549 ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง" มาจนถึงปัจจุบัน